สถานการณ์ป่าไม้

สถานการณ์ป่าไม้

ภูมิทัศน์ป่าไม้

หากเราใช้มุมมองแบบภาพรวมระดับ "ภูมิทัศน์" หรือ Landscape นั้นเรามักจะได้พบการจัดการป่าไม้และการใช้ที่ดินอยู่หลายประเภท ซึ่งเป็นองค์ประกอบของภูมิทัศน์ ที่มีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบเชื่อมโยงกัน การจัดการป่าของไทยนั้นก็มีความแตกต่างกันไปของประเภทป่า ซึ่งมักถูกกำหนดโดยกฎหมาย วัตถุประสงค์ของการจัดการ และลักษณะของที่ดิน ซึ่งเบื้องต้นนั้นอาจจะจัดประเภทได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ การจัดการป่าอนุรักษ์ ซึ่งมักมีการจัดการในรูปแบบของอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้าล่า และการจัดการป่าเพื่อการใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของป่าชุมชน หรือสวนป่า วนเกษตรของเกษตรกร

ภูมิทัศน์ป่าไม้

1. ป่าอนุรักษ์ กำหนดไว้เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความหลากหลาย ทางชีวภาพ รวมทั้งป้องกันภัยธรรมชาติต่าง ๆ และรักษาสภาพธรรมชาติที่สวยงามหรือมีจุดเด่นเฉพาะตัว ตลอดทั้ง เพื่อประโยชน์ในการศึกษาการวิจัยและนันทนาการ หรือเขตพื้นที่อื่นใดที่มีคุณค่าทางธรรมชาติหรือคุณค่าอื่น อันควรแก่ การอนุรักษ์หรือรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

พื้นที่อนุรักษ์ของประเทศไทยอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดังนี้ (กรมอุทยานฯ, 2562) มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 67,633,277.42 ไร่ หรือคิดเป็น 21% ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

  • อุทยานแห่งชาติ 133 แห่ง เนื้อที่รวม 39,707,805 ไร่
  • วนอุทยาน 91 แห่ง เนื้อที่รวม 714,410.22 ไร่
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 60 แห่ง เนื้อที่รวม 23,360,697.25 ไร่
  • เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 75 แห่ง เนื้อที่รวม 3,794,047.95 ไร่
  • สวนพฤกษศาสตร์ 18 แห่ง เนื้อที่รวม 30,900.00 ไร่
  • สวนรุกขชาติ 53แห่ง เนื้อที่รวม 25,417.00 ไร่

2. พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติตามที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2507 จำนวน 1,221 แห่ง มีพื้นที่ราว 230,280.85 ไร่ โดยมีพื้นที่ภายใต้การบริหารของกรมป่าไม้ประมาณ 146,376,720.90 ไร่

3. ป่าเศรษฐกิจ กำหนดไว้เพื่อการผลิตไม้และของป่า เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ หรือ เขตพื้นที่อื่นใดที่มีความเหมาะสมกับการกำหนดให้เป็นเขตป่าเศรษฐกิจโดยอยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์ ประกอบด้วย (1) ป่าเศรษฐกิจในที่ดินของรัฐ ได้แก่ ป่าสงวนแห่งชาติ(ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3, 4, 5) เขตป่าไม้ของรัฐที่ได้รับอนุญาต ให้ใช้ประโยชน์ตามกฎหมายให้เป็นป่าเศรษฐกิจ เขตพื้นที่อื่นของรัฐที่ประสงค์จะสร้างสวนป่าเศรษฐกิจ ป่าไม้ถาวร ป่าชายเลนนอกเขตป่าชายเลนอนุรักษ์และ (2) ป่าเศรษฐกิจในที่ดินของเอกชน ได้แก่ ที่ดินกรรมสิทธิ์และสิทธิ ครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินนอกเขตป่าไม้ของรัฐอื่นๆ

4. ป่าชุมชน คือรูปแบบของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่เป็นจัดการร่วมกันระหว่างภาครัฐกับชุมชน ท้องถิ่น ทั้งนี้ ป่าชุมชนตามความหมายของ พรบ.ป่าชุมชน ป่าชุมชนคือ ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่อื่นของรัฐนอกเขตป่าอนุรักษ์ที่ได้รับ อนุมัติให้จัดตั้งเป็นป่าชุมชน โดยชุมชนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ฟื้นฟูจัดการ บำรุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน

ป่าชุมชนที่ได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 จำนวนรวม 11,327 โครงการ 13,028 หมู่บ้าน เนื้อที่รวม 6,295,718 ไร่ (กรมป่าไม้, 2564) หรือคิดเป็นประมาณ 2% ของพื้นที่ทั้งประเทศ หรือประมาณ 6% ของป่าที่คงเหลือในปัจจุบัน

ป่าชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์

แม้ว่าคำว่า "ป่าชุมชน" จะไม่ได้รับการระบุไว้ในกฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เช่น พรบ.อุทยานแห่งชาติฯ แต่การจัดการป่าของชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์นั้นถือปฏิบัติขึ้นมาอย่างช้านานและเป็นไปตามความเชื่อ ประเพณี และกติกาของชุมชน นอกจากนี้ภายใต้ พรบ.อุทยาน แก้ไข พ.ศ.2562 ในมาตรา 65 ชุมชนสามารถใช้สิทธิร่วมกันในการขอใช้ป่าและทรัพยากรจากป่าได้ หากได้มีการกำหนดและขอให้มีการจัดตั้ง "เขตเก็บหาทรัพยากรที่ทดแทนได้" โดยให้มีกาสำรวจทรัพยากรที่ทดแทนได้ตามฤดููกาลที่มีศักยภาพ เหมาะสมและเพียงพอในการเก็บหาหรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติ สัตว์ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศ เพื่อแก้ไขปัญหาการดำรงชีพตามวิถีชุุมชนหรือวิถีชีวิตดั้งเดิมที่อยู่โดยรอบบริเวณอุุทยาน ซึ่งให้กรมอุุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจัดทำโครงการอนุุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในอุุทยานแห่งชาตินั้น