การจัดการป่าไม้โดยพลเมือง

การจัดการป่าไม้โดยพลเมือง

รีคอฟได้ให้ความหมายของป่าชุมชนไว้ว่า ป่าชุมชนคือคำที่มีความหมายกว้างเพื่อใช้อธิบายรูปแบบการจัดการป่าไม้ที่ให้ชุมชนเป็นผู้ที่มีสิทธิในการตัดสินใจเป็นหลัก ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับการจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วม การจัดการป่าแบบร่วมกัน ป่าไม้สังคม หรือการจัดการป่าโดยชุมชนเป็นฐาน ซึ่งมีเป้าหมายคือการลดความยากจน ป่าชุมชนนั้นคือการมีส่วนร่วมและควรจะสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่สมาชิกของชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้เมื่อเรากล่าวถึงชุมชนท้องถิ่นนั้นหมายรวมถึง คนพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ บุคคล และชุมชนที่มีความสัมพันธ์ในเชิงของพื้นที่ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ร่วมกันกับป่าในพื้นที่ท้องถิ่นนั้น เกษตรกรรายย่อย หรือป่าของครอบครัว การจัดการป่าโดยชุมชนหรือหมู่บ้าน และการร่วมจัดการป่าในพื้นที่อนุรักษ์นั้นนับได้ว่าเป็นรูปแบบการจัดการป่าชุมชนได้ทั้งหมด

เป้าหมายของการจัดการป่าชุมชนนั้นคือ เพื่อการรักษาป่าให้สมบูรณ์ควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการในการดำรงชีพของคนในท้องถิ่น เป้าหมายของป่าชุมชนนั้นมีได้หลายประการ เช่น การอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ระดับครัวเรือน หรือการผลิตในระดับพาณิชย์ โดยป่าชุมชนอาจจะมีการรวมวัตถุประสงค์เหล่านีั้เข้าด้วยกันเพราะความต้องการของชุมชนนั้นมักจะมีความหลากหลาย ความต้องการเหล่านี้มีทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น เพื่อการผลิตน้ำที่สะอาด) ไปสู่ด้านการสร้างเศรษฐกิจ หรือการยังชีพ (เช่นการใช้ผลิตภัณฑ์จากป่า เช่น ไม้ หรืออาหาร) รวมถึงในด้านจิตวิญญาณ และวัฒนธรรม (รีคอฟ)

ป่าชุมชนตามความหมายของ พรบ.ป่าชุมชน

ป่าชุมชนคือ ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่อื่นของรัฐนอกเขตป่าอนุรักษ์ที่ได้รับ อนุมัติให้จัดตั้งเป็นป่าชุมชน โดยชุมชนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ฟื้นฟูจัดการ บำรุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน

ป่าชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์

แม้ว่าคำว่า “ป่าชุมชน” จะไม่ได้รับการระบุไว้ในกฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เช่น พรบ.อุทยานแห่งชาติฯ แต่การจัดการป่าของชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์นั้นถือปฏิบัติขึ้นมาอย่างช้านานและเป็นไปตามความเชื่อ ประเพณี และกติกาของชุมชน นอกจากนี้ภายใต้ พรบ.อุทยาน แก้ไข พ.ศ.2562 ในมาตรา 65 ชุมชนสามารถใช้สิทธิร่วมกันในการขอใช้ป่าและทรัพยากรจากป่าได้ หากได้มีการกำหนดและขอให้มีการจัดตั้ง "เขตเก็บหาทรัพยากรที่ทดแทนได้" โดยให้มีการสำรวจทรัพยากรที่ทดแทนได้ตามฤดููกาลที่มีศักยภาพ เหมาะสมและเพียงพอในการเก็บหาหรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติ สัตว์ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศ เพื่อแก้ไขปัญหาการดำรงชีพตามวิถีชุุมชนหรือวิถีชีวิตดั้งเดิมที่อยู่โดยรอบบริเวณอุุทยาน ซึ่งให้กรมอุุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจัดทำโครงการอนุุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในอุุทยานแห่งชาตินั้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดการป่าของชุมชนในพื้นที่อื่นๆ เช่น การจัดการป่าในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจจะอยู่ในพื้นที่ป่านอกเขตการบริหารของกรมป่าไม้ หรือกรมอทุยาน เช่น ป่าในพื้นที่หนังสือสำหรับที่หลวงภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย ป่าในพื้นที่ธนารักษ์ หรือป่าในพื้นที่ของวัดและโรงเรียน เป็นต้น และแม้แต่การสร้างพื้นที่สีเขียวและป่าในแปลงเกษตร หรือในเขตเมืองก็เป็นอีกส่วนสำคัญของการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ และสร้างความสมูบรณ์ให้แก่ระบบนิเวศของเราได้